เปรียบเทียบค่าไฟรถ EV กับค่าน้ำมัน พร้อมวิธีคิดค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตร รายเดือน และรายปี เพื่อประเมินว่ารถไฟฟ้า BYD เหมาะกับการใช้งานของคุณแค่ไหน
รถไฟฟ้า BYD ชาร์จไฟ VS เติมน้ำมัน ประหยัดจริงไหม? เทียบค่าใช้จ่ายให้เห็นภาพ
“เปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้าแล้วจะประหยัดเดือนละเท่าไร?” เป็นคำถามสำคัญของคนที่กำลังสนใจ รถไฟฟ้า BYD โดยเฉพาะผู้ที่ขับรถไปทำงานทุกวัน ต้องรับส่งลูก หรือเดินทางไกลเป็นประจำ เพราะค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเป็นเงินที่ต้องจ่ายต่อเนื่องตลอดการใช้รถ
คำตอบคือ รถไฟฟ้าสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ แต่จำนวนเงินที่ประหยัดขึ้นอยู่กับรถที่นำมาเปรียบเทียบ ระยะทางที่ขับ อัตราค่าไฟ และสัดส่วนการชาร์จที่บ้านกับสถานีสาธารณะ ผู้ที่ชาร์จบ้านเป็นหลักจึงอาจมีต้นทุนต่างจากผู้ที่ใช้สถานีชาร์จเร็วทุกครั้ง แม้จะขับรถรุ่นเดียวกันก็ตาม
บทความนี้จะพาเปรียบเทียบ ชาร์จไฟ VS เติมน้ำมัน ด้วยวิธีคำนวณที่นำไปใช้ต่อได้ พร้อมอธิบายค่าใช้จ่ายอื่นที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ BYD เพื่อให้เห็นทั้งความประหยัดระหว่างใช้งานและความคุ้มค่าในระยะยาว
ตัวเลขในตัวอย่างทั้งหมดเป็นสมมติฐานเพื่อแสดงวิธีคำนวณ ไม่ใช่ราคาพลังงานปัจจุบันหรือผลทดสอบของ BYD รุ่นใดโดยเฉพาะ เมื่อนำไปใช้จริง ควรแทนค่าด้วยราคาที่จ่ายและอัตราสิ้นเปลืองของรถที่กำลังพิจารณา
เปรียบเทียบชาร์จไฟกับเติมน้ำมัน ต้องเริ่มจากค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตร
ทำไมเทียบ “ชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง” กับ “เติมเต็มถัง” จึงยังไม่พอ
การชาร์จเต็มหนึ่งครั้งกับการเติมน้ำมันเต็มถังอาจพารถเดินทางได้ระยะทางไม่เท่ากัน การดูเฉพาะยอดเงินที่จ่ายจึงยังบอกไม่ได้ว่ารถคันไหนประหยัดกว่า
วิธีที่เปรียบเทียบได้ชัดเจนกว่าคือ คำนวณว่า ขับรถหนึ่งกิโลเมตรต้องจ่ายค่าพลังงานกี่บาท แล้วนำไปคูณกับระยะทางที่ใช้งานจริงในแต่ละเดือน
นอกจากนี้ ควรเลือกรถที่มีขนาดและลักษณะใช้งานใกล้เคียงกัน เช่น รถสำหรับเดินทางในเมืองเทียบกับรถกลุ่มเดียวกัน หรือรถครอบครัวเทียบกับรถที่มีพื้นที่ใช้สอยใกล้เคียงกัน เพื่อให้ผลเปรียบเทียบมีความหมายต่อการตัดสินใจ
ข้อมูลที่ต้องเตรียมก่อนคำนวณ
สำหรับรถน้ำมัน ให้เตรียมราคาน้ำมันต่อลิตรและอัตราสิ้นเปลืองจริงเป็นกิโลเมตรต่อลิตร ส่วนรถ EV ให้เตรียมค่าไฟต่อหน่วยและปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ต่อระยะทาง เช่น กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อ 100 กิโลเมตร
ไฟฟ้า 1 หน่วยเท่ากับ 1 กิโลวัตต์ชั่วโมง หรือ 1 kWh หากต้องการประเมินเงินที่จ่ายจริง ควรใช้หน่วยไฟที่ถูกเรียกเก็บจากการชาร์จ เพราะค่าการใช้พลังงานที่หน้าจอรถแสดงอาจไม่ได้รวมการสูญเสียระหว่างการชาร์จทั้งหมด
วิธีคำนวณค่าน้ำมันและค่าไฟรถ EV
สูตรคำนวณค่าน้ำมันต่อกิโลเมตร
ค่าน้ำมันต่อกิโลเมตร = ราคาน้ำมันต่อลิตร ÷ ระยะทางที่รถวิ่งได้ต่อลิตร
สมมติรถน้ำมันใช้งานจริงได้ 15 กิโลเมตรต่อลิตร และเติมน้ำมันราคาลิตรละ 35 บาท จะมีต้นทุนดังนี้
35 ÷ 15 = ประมาณ 2.33 บาทต่อกิโลเมตร
หากขับเดือนละ 1,500 กิโลเมตร จะใช้น้ำมัน 100 ลิตร คิดเป็นค่าใช้จ่าย 3,500 บาทต่อเดือน หรือ 42,000 บาทต่อปี เมื่อใช้ระยะทางเท่ากันทุกเดือนและราคาน้ำมันไม่เปลี่ยน
อัตราสิ้นเปลืองที่นำมาคำนวณควรสะท้อนเส้นทางจริง หากใช้รถในเมืองเป็นหลัก ไม่ควรนำตัวเลขจากการขับทางไกลที่รถทำได้ดีที่สุดมาใช้แทนทั้งเดือน
สูตรคำนวณค่าไฟต่อกิโลเมตร
ค่าไฟต่อกิโลเมตร = หน่วยไฟที่ถูกเรียกเก็บต่อ 100 กิโลเมตร × ค่าไฟต่อหน่วย ÷ 100
สมมติรถ EV ใช้ไฟจากจุดชาร์จรวม 18 kWh ต่อการเดินทาง 100 กิโลเมตร โดยตัวเลขนี้รวมการสูญเสียระหว่างชาร์จไว้แล้ว และคิดค่าไฟสมมติ 4.50 บาทต่อหน่วย
18 × 4.50 ÷ 100 = 0.81 บาทต่อกิโลเมตร
เมื่อขับเดือนละ 1,500 กิโลเมตร จะใช้ไฟ 270 หน่วย คิดเป็นค่าใช้จ่าย 1,215 บาทต่อเดือน หรือ 14,580 บาทต่อปี
ตัวอย่างนี้ใช้ราคาต่อหน่วยสำหรับการคำนวณค่าพลังงาน โดยยังไม่รวมค่าเครื่องชาร์จ ค่าติดตั้ง และค่าบริการคงที่เพิ่มเติมหากมี
ตารางเปรียบเทียบค่าใช้จ่าย ชาร์จบ้าน ชาร์จสถานี และเติมน้ำมัน
เพื่อให้เห็นผลของสถานที่ชาร์จ ลองใช้รถ EV ที่มีการใช้ไฟเท่าเดิม แต่เปลี่ยนค่าไฟสมมติจาก 4.50 บาทต่อหน่วย เป็น 8 บาทต่อหน่วยสำหรับสถานีสาธารณะ
รายการรถน้ำมันEV ชาร์จบ้านEV ชาร์จสถานีสาธารณะ
ราคาพลังงานสมมติ
35 บาท/ลิตร
4.50 บาท/kWh
8 บาท/kWh
อัตราการใช้พลังงานสมมติ
15 กม./ลิตร
18 kWh/100 กม.
18 kWh/100 กม.
ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตร
ประมาณ 2.33 บาท
0.81 บาท
1.44 บาท
ค่าใช้จ่ายต่อ 100 กิโลเมตร
ประมาณ 233.33 บาท
81 บาท
144 บาท
ค่าใช้จ่ายต่อเดือน: 1,500 กม.
3,500 บาท
1,215 บาท
2,160 บาท
ค่าใช้จ่ายต่อปี: 18,000 กม.
42,000 บาท
14,580 บาท
25,920 บาท
ตารางเป็นการเปรียบเทียบค่าพลังงานตามสมมติฐานเดียวกัน ไม่รวมค่าจอดรถ ค่าบริการเพิ่มเติม และค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของรถ
ชาร์จบ้านช่วยประหยัดเท่าไรในตัวอย่างนี้
เมื่อเทียบกับรถน้ำมันในตาราง รถ EV ที่ชาร์จบ้านมีค่าพลังงานต่ำกว่า 2,285 บาทต่อเดือน หรือ 27,420 บาทต่อปี คิดเป็นประมาณ 65.3%
ส่วนกรณีใช้สถานีสาธารณะทั้งหมด จะมีค่าพลังงานต่ำกว่า 1,340 บาทต่อเดือน หรือ 16,080 บาทต่อปี คิดเป็นประมาณ 38.3%
เปอร์เซ็นต์เหล่านี้เป็นผลจากตัวเลขสมมติในบทความ จึงไม่ควรใช้เป็นคำรับรองว่ารถไฟฟ้าทุกคันหรือผู้ใช้ทุกคนจะประหยัดได้เท่ากัน
ถ้าชาร์จบ้านสลับกับสถานีสาธารณะ คิดอย่างไร
สมมติว่า 80% ของหน่วยไฟที่ชาร์จมาจากบ้าน และอีก 20% มาจากสถานีสาธารณะ ค่าไฟเฉลี่ยจะเท่ากับ
(4.50 × 80%) + (8 × 20%) = 5.20 บาทต่อหน่วย
เมื่อใช้ไฟ 270 หน่วยต่อเดือน จะจ่าย 1,404 บาทต่อเดือน ประหยัดจากรถน้ำมันในตัวอย่าง 2,096 บาทต่อเดือน
วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ชาร์จบ้านในวันทำงานและใช้สถานีระหว่างออกต่างจังหวัด โดยควรถ่วงน้ำหนักจากจำนวนหน่วยไฟ ไม่ใช่จำนวนครั้งที่เสียบชาร์จ เพราะแต่ละครั้งอาจเติมไฟไม่เท่ากัน
ค่าไฟชาร์จรถ BYD ที่บ้าน ต้องดูอะไรในบิล
ค่าไฟต่อหน่วยไม่ได้มีเพียงค่าไฟฐาน
การคำนวณค่าไฟรถ BYD ควรพิจารณาค่าไฟฐาน ค่า Ft และภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคระบุองค์ประกอบเหล่านี้ไว้ในข้อมูลอัตราค่าบริการ จึงไม่ควรหยิบเฉพาะค่าไฟฐานมาใช้แทนยอดที่ต้องจ่ายทั้งหมด การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
สำหรับบ้านที่ใช้อัตราขั้นบันได การชาร์จรถเพิ่มอาจทำให้หน่วยไฟบางส่วนอยู่ในขั้นที่สูงขึ้น วิธีประเมินที่เหมาะกว่าการใช้ค่าเฉลี่ยทั้งบ้านคือ เปรียบเทียบบิลที่คำนวณจากหน่วยไฟเดิม กับบิลที่เพิ่มหน่วยไฟสำหรับรถเข้าไป โดยใช้อัตราในรอบเดียวกัน
ผลต่างจะช่วยประมาณค่าไฟที่เกิดจากรถได้ชัดขึ้น โดยเฉพาะบ้านที่เดิมใช้ไฟมากอยู่แล้ว หรือมีการเปิดเครื่องปรับอากาศหลายห้อง
ชาร์จกลางคืนถูกกว่าทุกบ้านหรือไม่
การชาร์จกลางคืนไม่ได้ทำให้ค่าไฟถูกลงโดยอัตโนมัติทุกบ้าน ประโยชน์จากช่วงเวลาชาร์จเกี่ยวข้องกับการใช้อัตรา TOU ซึ่งแยกอัตราตามช่วงเวลา ส่วนบ้านที่ใช้อัตราปกติไม่ได้รับอัตรา Off-Peak เพียงเพราะเสียบชาร์จตอนกลางคืน pea.co.th
ก่อนพิจารณาเปลี่ยนอัตรา ควรดูเวลาการใช้ไฟของทั้งบ้าน ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยน และปริมาณไฟที่สามารถย้ายไปใช้ในช่วงราคาต่ำได้ หากบ้านใช้ไฟช่วงกลางวันมาก ผลประหยัดจากการชาร์จรถอาจถูกหักล้างบางส่วนด้วยค่าใช้ไฟส่วนอื่น
ปัจจัยที่ทำให้ค่าใช้จ่ายจริงต่างจากตัวอย่าง
ความเร็ว เส้นทาง และการใช้อุปกรณ์ในรถ
การขับด้วยความเร็วสูง การเร่งบ่อย น้ำหนักบรรทุก ทางลาดชัน และการใช้เครื่องปรับอากาศ ล้วนส่งผลต่อพลังงานที่รถต้องใช้ ตัวเลขจากการเดินทางครั้งเดียวจึงอาจยังไม่สะท้อนค่าใช้จ่ายเฉลี่ยทั้งเดือน
สำหรับผู้ที่กำลังเปรียบเทียบ BYD กับรถคันเดิม ควรบันทึกทั้งระยะทางและค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน เช่น ใช้งานเส้นทางไปทำงานตามปกติหลายสัปดาห์ แทนการเลือกเฉพาะวันที่รถติดมากหรือวันที่ถนนโล่งที่สุด
การเปรียบเทียบที่เป็นธรรมยังควรใช้สภาพการเดินทางใกล้เคียงกัน ทั้งจำนวนผู้โดยสาร การเปิดแอร์ และลักษณะเส้นทาง
การสูญเสียระหว่างชาร์จและค่าบริการเพิ่มเติม
พลังงานที่จุดชาร์จจ่ายออกมาอาจไม่เท่ากับพลังงานที่ถูกเก็บในแบตเตอรี่ทั้งหมด หากใช้ตัวเลขไฟจากใบเสร็จหรือมิเตอร์อยู่แล้ว ไม่ควรบวกค่าการสูญเสียซ้ำอีก
เมื่อชาร์จสถานีสาธารณะ ให้ตรวจสอบยอดรวมที่จ่าย รวมถึงค่าจอดรถหรือค่าครองช่องชาร์จหากมี เพราะบางครั้งค่าใช้จ่ายเหล่านี้มีผลต่อความคุ้มค่ามากกว่าความต่างของราคาต่อหน่วยเพียงเล็กน้อย
ตัวอย่างเช่น การเดินทางออกนอกเส้นทางเพื่อหาจุดชาร์จที่ถูกกว่า อาจเพิ่มทั้งระยะทางและเวลาที่ใช้ จึงควรพิจารณาความสะดวกควบคู่กับราคา
รถไฟฟ้า BYD ประหยัดกว่ารถน้ำมันทุกกรณีหรือไม่
รถน้ำมันที่ประหยัดมากทำให้ส่วนต่างลดลง
หากเปลี่ยนรถน้ำมันในตัวอย่างเป็นรถที่วิ่งได้ 25 กิโลเมตรต่อลิตร โดยยังเติมน้ำมันลิตรละ 35 บาท ต้นทุนจะลดเหลือ 1.40 บาทต่อกิโลเมตร
เมื่อเทียบกับ EV ที่ชาร์จสาธารณะตามตัวอย่างราคา 8 บาทต่อหน่วย และใช้ไฟ 18 kWh ต่อ 100 กิโลเมตร ซึ่งมีต้นทุน 1.44 บาทต่อกิโลเมตร รถน้ำมันกรณีนี้จะมีค่าพลังงานต่ำกว่าเล็กน้อย
ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าคำตอบขึ้นอยู่กับคู่เปรียบเทียบและวิธีใช้งาน การเลือกรถควรเริ่มจากรถที่สนใจจริง ไม่ควรใช้รถน้ำมันที่สิ้นเปลืองมากเป็นตัวแทนของรถน้ำมันทั้งหมด
หาราคาค่าไฟที่ทำให้ต้นทุนเท่ากันได้
จากตัวอย่างรถน้ำมัน 15 กิโลเมตรต่อลิตร และ EV ใช้ไฟ 18 kWh ต่อ 100 กิโลเมตร สามารถคำนวณราคาค่าไฟที่ทำให้ต้นทุนพลังงานเท่ากันได้ดังนี้
(35 ÷ 15) ÷ (18 ÷ 100) = ประมาณ 12.96 บาทต่อหน่วย
หากค่าไฟต่ำกว่าระดับนี้ EV จะมีค่าพลังงานต่อกิโลเมตรต่ำกว่า ภายใต้สมมติฐานเดิมและก่อนรวมค่าบริการอื่น แต่เมื่อเปลี่ยนอัตราสิ้นเปลืองของรถหรือราคาน้ำมัน จุดที่ต้นทุนเท่ากันก็เปลี่ยนตาม
เลือก BYD ไฟฟ้าล้วนกับ BYD DM-i ต้องคำนวณต่างกัน
รถไฟฟ้าล้วนประเมินจากค่าไฟที่ใช้เดินทาง
เว็บไซต์ Rêver Automotive แยกรถ BYD กลุ่ม EV และกลุ่ม DM-i ไว้ต่างกัน เช่น DOLPHIN และ ATTO 3 อยู่ในกลุ่ม EV ขณะที่ SEALION 6 DM-i อยู่ในกลุ่ม DM-i ดังนั้น ก่อนนำสูตรไปใช้ ควรตรวจสอบระบบขับเคลื่อนของรุ่นที่สนใจให้ถูกต้อง Rêver Automotive
สำหรับรถไฟฟ้าล้วน ให้เริ่มจากระยะทางต่อเดือน ปริมาณไฟที่ชาร์จ และค่าไฟรวม จากนั้นจึงประเมินว่าความสะดวกในการชาร์จสอดคล้องกับชีวิตประจำวันหรือไม่
หากมีที่จอดประจำและชาร์จได้สะดวก การวางแผนค่าใช้จ่ายจะทำได้ง่ายขึ้น ส่วนผู้ที่พึ่งพาสถานีเป็นหลัก ควรตรวจสอบจุดชาร์จใกล้บ้านและที่ทำงานก่อนเลือกซื้อ
รถ DM-i ต้องรวมค่าไฟและค่าน้ำมัน
การประเมินรถปลั๊กอินไฮบริดควรรวมพลังงานทั้งสองส่วน โดยใช้สูตร
ค่าใช้จ่ายพลังงานต่อกิโลเมตร = (ค่าไฟที่ชาร์จ + ค่าน้ำมันที่ใช้) ÷ ระยะทางรวม
ควรบันทึกในช่วงที่ระดับน้ำมันและระดับแบตเตอรี่ต้นช่วงกับปลายช่วงใกล้เคียงกัน เพื่อไม่ให้ตัวเลขคลาดเคลื่อนจากพลังงานที่เติมไว้แต่ยังไม่ได้ใช้ หรือพลังงานเดิมที่ติดอยู่ในรถ
ผู้ที่ชาร์จสม่ำเสมอและเดินทางระยะสั้นอาจมีรูปแบบค่าใช้จ่ายต่างจากผู้ที่ไม่ชาร์จและเดินทางไกลเป็นหลัก จึงไม่ควรนำตัวเลขการใช้งานแบบใดแบบหนึ่งมาใช้แทนทุกคน
ค่าพลังงานลดลงแล้ว ต้องดูค่าใช้จ่ายอะไรอีก
เครื่องชาร์จ ประกันภัย และการดูแลรถ
ก่อนตัดสินใจซื้อรถไฟฟ้า BYD ควรประเมินค่าเครื่องชาร์จและติดตั้ง งานปรับปรุงระบบไฟ ประกันภัย ยาง การบำรุงรักษา และเงื่อนไขการรับประกันของรถรุ่นนั้นด้วย
หากมีข้อเสนอเครื่องชาร์จพร้อมติดตั้ง ควรตรวจสอบขอบเขตงานที่รวมอยู่ เช่น ระยะเดินสายและรายการที่อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพื่อให้ทราบงบก่อนรับรถ
การเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายตลอดการถือครองยังควรรวมราคาซื้อ ดอกเบี้ยหากมี และมูลค่าขายต่อที่คาดการณ์อย่างระมัดระวัง เพราะค่าพลังงานที่ต่ำกว่าเพียงอย่างเดียวยังไม่ยืนยันว่าต้นทุนรวมต่ำกว่าทุกกรณี
ระยะทางต่อปีมีผลต่อความคุ้มค่า
ภายใต้สมมติฐานชาร์จบ้านในบทความ ส่วนต่างค่าพลังงานอยู่ที่ประมาณ 1.52 บาทต่อกิโลเมตร ผู้ที่ขับมากจึงมีโอกาสสะสมเงินประหยัดได้มากกว่าผู้ที่ขับน้อย
หากสมมติว่าทางเลือกรถ EV มีเงินลงทุนเริ่มต้นสูงกว่า 60,000 บาท และประหยัดค่าพลังงานได้ปีละ 27,420 บาท จะใช้เวลาประมาณ 2.19 ปี เพื่อชดเชยส่วนต่างจากค่าพลังงานเพียงอย่างเดียว
ตัวเลขนี้ยังไม่ใช่ระยะคืนทุนรวม เพราะยังไม่ได้รวมผลต่างของประกัน การบำรุงรักษา ดอกเบี้ย และราคาขายต่อ แต่ช่วยให้เห็นว่าระยะทางใช้งานมีผลต่อการตัดสินใจอย่างไร
คำถามที่พบบ่อยเรื่องค่าไฟรถ BYD
ไม่มีที่ชาร์จบ้าน ยังใช้รถไฟฟ้าแล้วประหยัดได้ไหม
มีโอกาสประหยัดได้ แต่ต้องใช้ราคาของสถานีที่สะดวกจริงมาคำนวณ พร้อมรวมค่าบริการเพิ่มเติม หากต้องเดินทางอ้อมหรือรอชาร์จนาน ควรนำเวลาและความสะดวกมาพิจารณาด้วย
ขับน้อยควรเปลี่ยนรถเพื่อประหยัดค่าเชื้อเพลิงหรือไม่
ผู้ที่ขับน้อยอาจประหยัดค่าพลังงานต่อปีได้ไม่มาก การเปลี่ยนรถจึงควรพิจารณาความจำเป็น สภาพรถเดิม และงบรวมด้วย หากรถเดิมยังตอบโจทย์ การประหยัดเชื้อเพลิงอาจไม่ใช่เหตุผลเดียวที่เพียงพอให้เปลี่ยนทันที
จะรู้ค่าใช้จ่ายจริงของตัวเองได้อย่างไร
บันทึกระยะทาง หน่วยไฟ ยอดเงินชาร์จ และค่าน้ำมันหากเป็น DM-i ต่อเนื่องอย่างน้อยหนึ่งเดือน แล้วนำยอดรวมมาหารด้วยระยะทาง โดยพยายามให้ระดับพลังงานต้นช่วงและปลายช่วงใกล้เคียงกัน
ก่อนเลือกรถ BYD ลองเตรียมข้อมูลสามอย่าง ได้แก่ ระยะทางที่ขับต่อเดือน ค่าน้ำมันปัจจุบัน และความพร้อมในการชาร์จแล้วนำมาประเมินร่วมกับรุ่นรถที่สนใจ ทีมงาน BYD Hi-Class สามารถช่วยอธิบายตัวเลือกและนัดหมายทดลองขับ เพื่อให้คุณตัดสินใจจากทั้งค่าใช้จ่ายและประสบการณ์ใช้งานจริง


